ละลายพฤติกรรม รับจัดสัมมนา วิทยากรพัฒนาบุคลากร ที่พักสัมมนา กิจกรรมwalkrally รับจัดกลุ่มทัวร์
You are here: Home > พัฒนาตนเอง > ให้เป็นคนคิดใหญ่

ให้เป็นคนคิดใหญ่

       คนที่สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับการพัฒนาตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในแวดวงขายตรง ย่อมคุ้นชินกับคำกล่าวที่ว่า “คนเราคิดอย่างไรก็จะเป็นอย่างนั้น” “เมื่อเราเปลี่ยนความคิด ชีวิตเราก็จะเปลี่ยน” “เปลี่ยนความคิดของเราก่อน แล้วเราจะเปลี่ยนโลกทั้งโลกได้” คำกล่าวของ Dr.David J.Schwartz ผู้เขียนหนังสือขายดี The Magic of Thinking Big ที่ว่า “ขนาดของการกระทำ ขึ้นอยู่กับขนาดของการคิด” และ คำกล่าวของจักรพรรดิโรมันผู้ยิ่งใหญ่ มาร์คัส ออเรลิอุส ที่ว่า “ชีวิตนี้สั้นเกินกว่าที่จะเป็นคนคิดเล็ก”    

อ่านต่อ   

        คำกล่าวข้างต้น แม้เพียงคำกล่าวเดียว สามารถทำให้บางคนเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนชีวิตได้จริงๆ ในขณะที่อีกหลายๆ คน หรือแทบจะเป็นส่วนใหญ่ คำกล่าวเหล่านี้ ไม่มีผลใดๆต่อชีวิตเลย นี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ว่าทำไมจึงมีคนราว 20% เท่านั้น ที่พอจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ประสบความสำเร็จ

          คนอีก 80% หรืออาจจะกว่านั้น มีข้ออ้างมากมายในชีวิต ที่จะบอกตนเองและผู้คนว่าเขาไม่อาจจะคิดใหญ่ได้ด้วยข้อจำกัดนานาประการ ต่อไปนี้คือบางส่วนของข้ออ้างยอดฮิตของคนคิดเล็ก  ซึ่งได้มีการประมวลกันไว้

                        1. อ้างเรื่องอายุ

                        2. อ้างเรื่องการศึกษา

                        3. อ้างเรื่องสติปัญญา

                        4. อ้างเรื่องสุขภาพ

                        5. อ้างเรื่องฐานะทางเศรษฐกิจ

                        6. อ้างเรื่องภาระครอบครัว

                        7. อ้างเรื่องโชควาสนา

                        8. อ้างเรื่องปมด้อยในอดีต

                        9. อ้างเรื่องพรสวรรค์

                        10. อ้างว่ายาก/เป็นไปไม่ได้

                        เราลองมาขยายความกันสักเล็กน้อยในแต่ละข้ออ้าง

          อ้างเรื่องอายุ คือถ้าไม่อ้างว่าอายุมากแล้ว แก่เกินไปแล้วที่จะมาเสี่ยงคิดโน่นคิดนี่ หรือทำโน่นทำนี่ ก็อาจจะอ้างอีกว่าอายุยังน้อย ยังอ่อนด้อยประสบการณ์ ผมก็เลยงงๆว่าแล้วต้องอายุเท่าไหร่กัน จึงจะถือว่าเป็นวัยเจริญพันธุ์สำหรับการคิดใหญ่?

          อ้างเรื่องการศึกษา คือถ้าไม่อ้างว่าเรียนมาน้อย สู้ใครเขาไม่ได้ คิดไม่ทันชาวบ้านเขา ข้อมูลน้อย ก็มักจะอ้างว่า อุตส่าห์เรียนมาเสียสูงถึงระดับปริญญาโท ปริญญาเอก แล้วให้มาคิดเรื่องแค่เนี้ย เสียเวล่ำเวลาที่จะไปค้นคว้าวิจัยเรื่องอื่นๆ หมด บางคนปฏิเสธที่จะมาทำงานขายตรงเพราะอ้างว่าไม่สมศักดิ์ศรีคนเป็นด๊อกเตอร์ จากนั้นเขาก็กลับไปขมักเขม้นทำงานวิจัยเรื่องวัฏฏะจักรแห่งความยากจนของตนเองต่อไป!

          อ้างเรื่องสติปัญญา หลายคนคิดว่าตนเองไม่ฉลาดพอที่ไปคิดอะไรที่มันใหญ่โต บางคนดูถูกตัวเองว่าไอคิวก็เตี้ย ไอเดียก็ต่ำ จะไปทำยาหยอดตาอะไรได้ คิดอะไรที่มันซับซ้อนไม่เป็น คิดมากแล้วปวดหัว แล้วเวลาปวดหัวทีไรก็ชอบยืมเงินเพื่อนเรื่อยเลย เพราะฉะนั้น อย่าไปคิดอะไรดีกว่า

          อ้างเรื่องสุขภาพ สุขภาพกายก็ไม่ดี สุขภาพจิตก็แย่ เดี๋ยวสามวันดี เดี๋ยวยี่สิบสี่วันไข้ เหลืออีกสองสามวันก็ต้องไปนอนพักฟื้นอีก แค่คิดว่าพรุ่งนี้ยังจะมีชีวิตรอดต่อไปอีกวันนึงไม๊ ก็จะแย่แล้ว ยังจะมากะเกณฑ์ให้คิดอะไรใหญ่ๆ โตๆ กันอีกล่ะ ที่พอจะคิดได้ตอนนี้ก็คือคิดอยู่แค่สองเรื่องเท่านั้น คือจะจองห้องไอซียูดี หรือว่าจะจองวัดจองเมรุไปเลยจะดีกว่า

            อ้างเรื่องฐานะทางเศรษฐกิจ คืออ้างว่ายากจนเกินกว่าจะไปคิดอะไรได้ ไม่มีต้นทุนอะไรติดตัวมาเลย พ่อแม่ตายไปก็ไม่ได้ทิ้งสมบัติพัสถานอะไรไว้ให้เป็นหลังพิงเชือกบ้างเลย หุ้นเหิ้นอะไรก็ไม่มีมาซุกไว้ให้ลูกๆบ้าง ทิ้งไว้แต่หนี้สิน ซุกไว้แต่ภาระ เออ ถ้ามีสมบัติเก่ามากหน่อยก็จะได้ไม่ต้องมากังวลอะไร จะได้เอาเวลาไปคิดใหญ่ให้มันมันส์ทะลุฟ้า บ้าทะลุดินไปเลย

            อ้างเรื่องภาระครอบครัว คืออ้างว่าไม่ใช่คนตัวเปล่าเล่าเปลือย มีทั้งลูกกวนตัว มีทั้งผัวกวนตีน ภาระครอบครัวหนักขนาดนี้ แค่ประคองตัวให้พอหายใจกันไปได้วันๆหนึ่งก็จะแย่แล้ว จะให้เสี่ยงชีวิตไปคิดใหญ่คิดโตบ้าบอคอแตกอะไรกันอีก เออ ถ้าเป็นคนโสด ไม่มีภาระครอบครัวก็ไปอย่าง พ่อจะลุยน้ำลุยไฟ บุกถ้ำเสือ เหยียบเขามังกรให้ดู

            อ้างเรื่องโชควาสนา อ้างว่าคิดไปก็เท่านั้น คนคำนวณมิสู้ฟ้าลิขิต! แข่งเรือแข่งพายแข่งได้ แต่แข่งบุญวาสนามันแข่งกันไม่ได้หรอก  ฉันมันเป็นคนที่ไม่มีโชคทางนี้ ส่วนโชคทางอื่นก็ดันเป็นโชคของคนอื่นเขาหมด เทพีแห่งโชคไม่เคยยืนอยู่ข้างฉัน สวรรค์ไม่เคยมีตา และถึงแม้จะมีตาก็หามีแววไม่!

            อ้างเรื่องปมด้อยในอดีต หลายคนเอาเรื่องในอดีตมาทำลายเรื่องในปัจจุบัน แล้วก็เอาไปบั่นทอนเรื่องในอนาคตด้วย คนอย่างฉันทำอะไรก็ล้มเหลวหมด ใช่สิฉันมันคนบ้านแตกสาแหรกขาด พ่อแม่หย่ากันตั้งแต่ฉันยังไม่เกิด คนอย่างฉัน เมียยังทิ้ง ฯลฯ

            อ้างเรื่องพรสวรรค์ อ้างว่าไม่มีพรสวรรค์ทางนี้ ส่วนทางอื่นๆก็มีแต่พรนรก! เห็นคนอื่นเขาทำอะไรได้ดี ก็เหมาเอาว่าเป็นเพราะเขามีพรสวรรค์ หาข้ออ้าง หาข้อแก้ตัวเสียจนไม่เคยไปดูเลยว่าคนที่เขาประสบความสำเร็จนั้น พวกเขาล้วนใช้พรแสวงกันทั้งสิ้น

            อ้างว่ายาก อ้างว่าเป็นไปไม่ได้ ในบรรดาข้ออ้างทั้งหลายที่ได้กล่าวมาทั้งหมดตั้งแต่ต้นนั้น ก็เห็นจะมีข้อนี้แหละที่พอฟังขึ้น ใช่สิครับ การคิดอะไรใหม่ๆ และคิดอะไรใหญ่ๆ มันก็ต้องกล้าคิดในเรื่องที่มันยากๆ ในเรื่องที่มันเป็นไปไม่ได้ แน่นอนอยู่แล้ว เพราะไอ้เรื่องที่มันง่ายๆ เรื่องที่มันเป็นไปได้ มันก็มีคนคิดกันไปหมดสิ้นแล้ว ที่เหลืออยู่ในขณะนี้ก็ล้วนแต่เป็นเรื่องยากและเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ทั้งสิ้น ปัญหาก็คือเรากล้าที่จะคิดหรือเปล่าล่ะ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ถึงได้กล่าวว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” จินตนาการก็คือการกล้าคิด กล้าฝัน ในสิ่งที่คนอื่นไม่กล้านั่นเอง

            จงจำไว้ว่า ข้อจำกัดเพียงประการเดียวที่ทำให้เราดีขึ้นกว่านี้ไม่ได้ เก่งขึ้นไม่ได้ ก็คือ ความคิดที่ว่าเราทำไม่ได้ เท่านั้นเอง

 

อ้างอิงจากบทความ http://www.ajarnvason.com/index.php?mo=3&art=194075

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • Twitter
  • RSS

Leave a Reply